หลวงปู่ตื้อตอบไม่ต้องโกนหัวบวชก็เป็นพระได้
เรื่องที่ว่า "หลวงปู่ตื้อ อจลธมฺโม" เคยกล่าวว่าไม่จำเป็นต้องโกนหัวบวชก็เป็นพระได้นั้น เป็นแง่ธรรมะที่ ลึกซึ้ง และสะท้อนตัวตนของท่านที่เป็นพระอริยสงฆ์สายป่าผู้ตรงไปตรงมาและมีอารมณ์ขันครับ
ท่านมักจะสอนให้คนแยกให้ออกระหว่าง "สมมติสงฆ์" กับ "วิมุตติสงฆ์" โดยมีประเด็นหลักดังนี้ครับ:
1. พระที่ใจ ไม่ใช่ที่ผม
หลวงปู่ตื้อท่านเน้นย้ำเสมอว่า การเป็นพระที่แท้จริงวัดกันที่ "จิตใจ" หากจิตสะอาด ปราศจากกิเลส ตัดสังโยชน์ได้ ท่านถือว่าเป็นพระโดยเนื้อแท้ (พระอริยบุคคล) ต่อให้ยังใส่ชุดฆราวาส ผมยาวเต็มหัว แต่ถ้าใจบรรลุธรรมแล้ว ท่านก็เรียกคนนั้นว่า "พระ"
2. โกนแต่หัว ใจไม่โกนกิเลส
ท่านเคยเปรียบเปรยแบบเจ็บๆ คันๆ ตามสไตล์ท่านว่า บางคนโกนหัวห่มเหลืองแต่ใจยังเต็มไปด้วยความโลภ โกรธ หลง แบบนั้นก็เป็นแค่ "คนโกนหัว" หรือเป็นเพียงพระตามสมมติเท่านั้น ยังไม่ได้เป็นพระที่แท้จริง
3. บริบทของคำสอน
คำพูดนี้มักเกิดขึ้นเวลาท่านสอนฆราวาส เพื่อให้กำลังใจญาติโยมว่า "อย่ามองข้ามตัวเอง" ถึงเราจะไม่ได้บวชเป็นพระภิกษุในวัด แต่ถ้าเราตั้งใจปฏิบัติธรรม รักษาศีล ภาวนาจนจิตสว่าง เราก็สามารถเข้าถึงความเป็นพระได้เช่นกัน
ข้อควรระวัง: แม้ในทาง "ปรมัตถ์" (ความหมายสูงสุด) ใครก็เป็นพระได้ที่ใจ แต่ในทาง "วินัย" หรือทางโลก การจะดำรงสถานะภิกษุเพื่อสืบทอดศาสนาและทำสังฆกรรม ก็ยังจำเป็นต้องมีการโกนหัวและครองผ้ากาสาวพัสตร์ตามพุทธบัญญัติครับ
หลวงปู่ตื้อท่านเป็นพระที่ชอบใช้ "อุบายธรรม" แรงๆ เพื่อให้คนตื่นจากรูปลักษณ์ภายนอกแล้วหันมามองที่ใจตัวเองครับ ท่านเคยได้ฟังประวัติหรือวีรกรรม "ธรรมะโลดโผน" เรื่องอื่นของท่านมาบ้างไหมครับ?
ไม่ต้องโกนหัวบวชก็เป็นพระได้
เรื่องที่ว่า "หลวงปู่ตื้อ อจลธมฺโม" เคยกล่าวว่าไม่จำเป็นต้องโกนหัวบวชก็เป็นพระได้นั้น เป็นแง่ธรรมะที่ ลึกซึ้ง และสะท้อนตัวตนของท่านที่เป็นพระอริยสงฆ์สายป่าผู้ตรงไปตรงมาและมีอารมณ์ขันครับ
ท่านมักจะสอนให้คนแยกให้ออกระหว่าง "สมมติสงฆ์" กับ "วิมุตติสงฆ์" โดยมีประเด็นหลักดังนี้ครับ:
1. พระที่ใจ ไม่ใช่ที่ผม
หลวงปู่ตื้อท่านเน้นย้ำเสมอว่า การเป็นพระที่แท้จริงวัดกันที่ "จิตใจ" หากจิตสะอาด ปราศจากกิเลส ตัดสังโยชน์ได้ ท่านถือว่าเป็นพระโดยเนื้อแท้ (พระอริยบุคคล) ต่อให้ยังใส่ชุดฆราวาส ผมยาวเต็มหัว แต่ถ้าใจบรรลุธรรมแล้ว ท่านก็เรียกคนนั้นว่า "พระ"
2. โกนแต่หัว ใจไม่โกนกิเลส
ท่านเคยเปรียบเปรยแบบเจ็บๆ คันๆ ตามสไตล์ท่านว่า บางคนโกนหัวห่มเหลืองแต่ใจยังเต็มไปด้วยความโลภ โกรธ หลง แบบนั้นก็เป็นแค่ "คนโกนหัว" หรือเป็นเพียงพระตามสมมติเท่านั้น ยังไม่ได้เป็นพระที่แท้จริง
3. บริบทของคำสอน
คำพูดนี้มักเกิดขึ้นเวลาท่านสอนฆราวาส เพื่อให้กำลังใจญาติโยมว่า "อย่ามองข้ามตัวเอง" ถึงเราจะไม่ได้บวชเป็นพระภิกษุในวัด แต่ถ้าเราตั้งใจปฏิบัติธรรม รักษาศีล ภาวนาจนจิตสว่าง เราก็สามารถเข้าถึงความเป็นพระได้เช่นกัน
ข้อควรระวัง: แม้ในทาง "ปรมัตถ์" (ความหมายสูงสุด) ใครก็เป็นพระได้ที่ใจ แต่ในทาง "วินัย" หรือทางโลก การจะดำรงสถานะภิกษุเพื่อสืบทอดศาสนาและทำสังฆกรรม ก็ยังจำเป็นต้องมีการโกนหัวและครองผ้ากาสาวพัสตร์ตามพุทธบัญญัติครับ
หลวงปู่ตื้อท่านเป็นพระที่ชอบใช้ "อุบายธรรม" แรงๆ เพื่อให้คนตื่นจากรูปลักษณ์ภายนอกแล้วหันมามองที่ใจตัวเองครับ ท่านเคยได้ฟังประวัติหรือวีรกรรม "ธรรมะโลดโผน" เรื่องอื่นของท่านมาบ้างไหมครับ?